เทคนิคการอินเตอร์เฟส
การอินเตอร์เฟซ
คือ
การลิงค์เชื่อมโยงระหว่าง 2 อุปกรณ์เข้าด้วยกัน
โดยอุปกรณ์ที่นำมาลิงค์เพื่อเชื่อมโยงสื่อสารนั้น
ไม่จำเป็นต้องมาจากผู้ผลิตรายเดียวกันเสมอไป อาจเป็นอุปกรณ์ต่างยี่ห้อ ต่างผู้ผลิต
แต่สามารถนำมาใช้งานร่วมกันได้ ดังนั้นจึงต้องมีการกำหนดมาตรฐานเพื่อเป็นข้อกำหนดเฉพาะของอินเตอร์เฟซนั้นๆ
ซึ่งประกอบด้วยข้อกำหนดต่างๆ
ดังนี้
1. ข้อกำหนดทางกลไก ที่กล่าวถึงรูปทรงและขนาดของคอนเน็กเตอร์
2. ข้อกำหนดทางไฟฟ้า ที่กล่าวถึงความถี่
แอมพลิจูด และเฟสของสัญญาณที่คาดหมายไว้
3. ข้อกำหนดด้านฟังก์ชันการทำงาน ที่กล่าวถึงสายสัญญาณแต่ละเส้นมีหน้าที่อะไร
4. ข้อกำหนดด้านขั้นตอนการทำงาน ที่กล่าวถึงการควบคุมจังหวะและขั้นตอนการแลกเปลี่ยนข้อมูล
DTE-DCE
อินเตอร์เฟส
DTE (Data Terminal Equipment) เป็นอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับเป็นตัวส่งข้อมูลและตัวรับข้อมูล
หรืออาจเป็นทั้งตัวส่งข้อมูลและตัวรับข้อมูลก็ได้ อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ในลักษณะของ DTE มักใช้แทนแหล่งกำเนิดข้อมูลต้นทางแหล่งแรก
หรือแหล่งรับข้อมูลปลายทางแหล่งสุดท้าย เช่น คอมพิวเตอร์ (แหล่งกำหนดข้อมูลต้นทาง)
หรือเครื่องพิมพ์ (แหล่งรับข้อมูลปลายทาง)
อุปกรณ์
DTE
จะทำหน้าที่แปลงข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบของสัญญาณเพื่อใช้สำหรับสื่อสาร
เมื่อสัญญาณได้ส่งไปยังอุปกรณ์ DTE ปลายทางที่เป็นฝ่ายรับ
ก็จะดำเนินการแปลงสัญญาณที่รับมานั้นให้อยู่ในรูปแบบของข้อมูลเหมือนกับที่ได้ส่งมา
ข้อเสียของการสื่อสารระหว่างอุปกรณ์ DTE
ด้วยกัน
คือ
มีข้อจำกัดด้านการส่งผ่านข้อมูลบนระยะทางไกลๆ
ดังนั้นหากมีความจำเป็นต้องส่งผ่านข้อมูลระยะไกล
จำเป็นต้องพึ่งพาอุปกรณ์ที่เรียกว่า DCE เข้ามาช่วย
DCE (Data Circuit-terminating
Equipment) เป็นอุปกรณ์ที่ใช้เชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์
DTE
ในกรณีที่ต้องการสื่อสารระยะไกล
โดยปกติหมายถึง โมเด็ม
โมเด็ม (Modem) มาจากรากศัพท์ของคำว่า "Modulator /
Demodulator" ซึ่งหมายถึงอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ มอดูเลตและดีมอดูเลต
กล่าวคือแปลงสัญญาณกลับไปกลับมาระหว่างสัญญาณอานะลอกกับสัญญาณดิจิตอล
โมเด็มเป็นอุปกรณ์ที่เราจะใช้เมื่อมีการติดต่อระหว่าง คอมพิวเตอร์กับอุปกรณ์รอบข้างที่อยู่ในระยะไกล
เช่น เครื่องพิมพ์และคอมพิวเตอร์ เป็นต้น
เราก็จะต้องทำการแปลงสัญญาณดิจิตอลจากคอมพิวเตอร์ให้เป็นสัญญาณ อานะลอกเพื่อจะใช้ส่งข้อมูลผ่านทางสายโทรศัพท์และเมื่อถึงด้านรับก็จะแปลงสัญญาณอานะลอก
ที่ได้รับให้กลับมาเป็นสัญญาณดิจิตอลเหมือนเดิม การแปลงทั้งสองครั้งนี้จำเป็นต้องใช้โมเด็มสัญญาณ
ที่ส่งผ่านไปตามช่องทางการส่งข้อมูลแบ่งได้เป็น 2 ลักษณะคือ
1.สัญญาณชนิดดิจิตอล (ส่งเป็นรหัสเลขฐาน
คือ 0, 1 )
2.สัญญาณชนิดอะนาลอก
(ส่งสัญญาณแบบต่อเนื่อง)
โมเด็มมี หน้าที่สำคัญ โดยจะทำการแปลงสัญญาณคอมพิวเตอร์ซึ่งเป็นสัญญาณดิจิตอล
ให้สามารถเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ที่อยู่ระยะทางไกล ๆ
ให้สื่อสารกันได้ผ่านสายโทรศัพท์ ตามปกติ สัญญาณดิจิตอล
นั้นมีข้อดีคือสามารถส่งข้อมูลได้รวดเร็ว และมีบทบาทการตรวจสอบที่ดี
แต่ข้อเสียอันสำคัญของสัญญาณดิจิตอลก็คือ หากมีการส่งไปในระยะทางไกล ๆ
แล้วจะทำให้สัญญาณเกิดความผิดเพี้ยนไปจากเดิม ในขณะที่ สัญญาณแอนะล็อกนั้นมีข้อดีคือสามารถส่งได้ในระยะทางไกล
แต่ข้อเสียก็คือเกิดสัญญาณรบกวนได้ง่าย
จะแปลงสัญญาณดิจิตอลให้เป็นสัญญาณแอนะล็อก หรือแปลงสัญญาณคอมพิวเตอร์ให้เป็นสัญญาณโทรศัพท์นั่นเอง
โดยทั้งภาคส่งและภาครับสามารถแปลงสัญญาณไปมาได้ พิจารณาจากรูปที่ 3.41 จะเห็นได้ว่า ภาคส่งสัญญาณดิจิตอลไป
จากนั้นโมเด็มก็จะทำการแปลงสัญญาณข้อมูลไปเป็นสัญญาณแอนะล็อก เพื่อส่งไปตามชุมสายโทรศัพท์และไปยังปลายทางทีต้องการ
เมื่อโมเด็มปลายทางได้รับข้อมูลแล้ว ก็จะแปลงสัญญาณแอนะล็อกไปเป็นสัญญาณดิจิตอลส่งให้กับคอมพิวเตอร์ต่อไป
พื้นฐานการทำงานของโมเด็ม
ระบบโทรศัพท์ในประเทศไทย ส่วนใหญ่ยังคงใช้สัญญาณแอนะล็อกในการส่งข้อมูล
และในการส่งข้อมูลดิจิตอลจากเครื่องคอมพิวเตอร์บนสายโทรศัพท์ จึงจำเป็นต้องมีการแปลงข้อมูลดิจิตอลให้เป็นสัญญาณแอนะล็อกซึ่งเรียกกกระบวนการนี้ว่า
การมอดูเลต เทคนิคการมอดูเลตจะทำการแปลงข้อมูลดิจิตอลให้เป็นสัญญาณแอนะล็อกด้วยการเข้ารหัสข้อมูลดิจิตอล
ทั้งนี้เพื่อให้สัญญาณดิจิตอลเหล่านั้น สามารถส่งผ่านตัวกลางที่ออกแบบมาใช้งานกับสัญญาณแบบแอนะล็อกได้
โดยเทคนิคการมอดุเลตที่นิยมคือ เทคนิค ASK , FSK และ PSK
โมเด็มสมัยใหม่นี้ในปัจจุบันได้มีการรวมเทคนิคการมอดุเลตหลาย
ๆ วิธีเพื่อแปลงข้อมูลดิจิตอลไปเป็นสัญญาณแอนะล็อก เมื่อสัญญาณแอนะล็อกที่ได้เข้ารหัสไว้เป็นที่เรียบร้อยถูกส่งไปตามสายโทรศัพท์
และเมื่อถึงโมเด็มปลายทางก็จะทำการแปลงสัญญาณแอนะล็อกไปเป็นสัญญาณดิจิตอล เพื่อส่งให้กับคอมพิวเตอร์ปลายทาง
โดยกระบวนการนี้เราเรียกว่า การดีมอดูเลต
อัตราการส่งข้อมูลของโมเด็ม
อีกคุณสมบัติหนึ่งของโมเด็มที่สำคัญคือ อัตราสูงสุดที่สามารถถ่ายโอนข้อมูล โดยแต่เดิมนั้นโมเด็มจะมีความเร็วที่อัตรา
9,600 bps , 14,400 bps หรือ 33,600 bps ซึ่งแล้วแต่มาตรฐานนั้น ๆ แต่ในปัจจุบันได้มีการกำหนดมาตรบานของโมเด็มให้เป็นไปตามมาตรฐานเดียวกันเพื่อความเป็นสากล
และสร้างความสะดวกต่อผู้ใช้งาน รวมถึงเพื่อยุติความสับสนในเรื่องของมาตรบาน โดยมาตรฐานดังกล่าวคือ
มาตรฐาน V.90 ที่มีอัตราความเร็วอยู่ที่ 56,00 bps หรือ 56 Kbps หรือเรียกสั้น ๆ ว่า 56 K จึงส่งผลให้มาตรฐานอื่น ๆ จำเป็นต้องอัปเกรดเป็นมาตรฐาน V .90 ทั้งหมด
มาตราฐานการปฏิบัติงาน ( Standard Telephone Operations )
โมเด็มยุคใหม่ในปัจจุบันจะมีคุณสมบัติเป็นไปตามมาตรฐานของระบบโทรศัพท์
กลุ่มหน้าที่การปฏิบัติงานต่าง ๆ ประกอบด้วย
1.
การตอบรับอัตโนมัติ
หมายถึงโมเด็มจะรับสายที่โทรเข้ามาโดยอัตโนมัติเมื่อได้รับสัญญาณเรียกบนสาย
·
การหมุนโทรศัพท์อัตโนมัติ
หมายถึง โมเด็มสามารถหมุนโทรศัพท์เพื่อทำการดทรออกได้อัตโนมัติ รวมทั้งสนับสนุนรหัสพิเศษเพื่อใช้ในการโทรออก
เช่น บางสำนักงานใช้โทรศัพท์ภายในเพื่อการติดต่อสื่อสารภายในสำนักงาน หากต้องการโทรออกจำเป็นต้องกดเลข
9 เพื่อตัดสายภายในให้สามารถโทรออกนอกพื้นที่ได้ และรวมถึงการใช้รหัสพื้นที่นำหน้าตัวเลขตามแต่ละจังหวัด
เป็นต้น
·
การยกเลิกการติดต่ออัตโนมัติ
หมายถึง โมเด็มสามรารถยกเลิกการติดต่อ และรีเซตตัวเองให้อยู่ในสภาวะพร้อมใช้ปกติเช่นเดิม
เมื่อได้ตรวจพบว่าสัญญาณที่สื่อสารนั้นได้หลุดจากกัน
·
การโทรซ้ำอัตโนมัติ
หมายถึง โมเด็มจะพยายามโทรซ้ำเพื่อติดต่ออีกครั้ง หากเบอร์ที่โทรนั้นสายไม่ว่าง
หรือโทรเบอร์ใหม่ที่ทำการกำหนดเบอร์สำรองไว้ ในกรณีที่สายแรกไม่ว่าง
โมเด็มแบบภายในและภายนอก
(
Internal and External Modems )
โมเด็มมีทั้งแบบการ์ดที่เป็นแผงวงจร ใช้สำหรับเสียบเข้ากับสล็อตบนเมนบอร์ดภายในเคสคอมพิวเตอร์
ซึ่งเรียกว่าโมเด็มแบบภายใน ในขณะที่โมเด็มแบบภายนอก จะมีลักษณะเป้นกล่องเล็ก ๆ ที่มีสาย
RS -232 ไว้สำหรับเชื่อมต่อเข้ากับพอร์ตอนุกรมของเครื่องพีซี
แต่ในปัจจุบันก็มีโมเด็มที่เป็นแบบยูเอสบี และพอร์ตแบบไฟร์ไวร์ มาเป็นตัวเลือกให้ใช้งานด้วยแล้ว
โดยข้อดีและข้อเสียของโมเด็มแบบภายในและภายนอกแสดงได้ดังนี้
โมเด็มแบบภายใน
ข้อดี
·
มีราคาถูก
·
ไม่ต้องมีอะแดปเตอร์ต่อเข้ากับไฟบ้าน
เนื่องจากใช้กระแสไฟฟ้าจากเมนบอร์ดของคอมพิวเตอร์โดยตรง
·
ไม่เปลืองเนื้อที่
เพราะการ์ดโมเด็มเสียบไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์
·
ไม่ต้องใช้สายสายเคเบิลในการเชื่อมต่อ
ข้อเสีย
·
การติดตั้งจำเป็นต้องเซตค่า IRQ
ให้ตรง ต้องไม่ขัดแย้งหรือ Confict กับอุปกรณ์อื่น
·
ยากต่อการเคลื่อนย้าย
เนื่องจากต้องเปิดฝาเครื่อง
·
บนเมนบอร์ดต้องมีสล็อตเหลืออย่างน้อยหนึ่งสล็อตเพื่อติดตั้งการ์ด
และต้องเป็นสล็อตที่เป็นชนิดเดียวกับการ์ด
·
ไม่มีไฟแสดงสถานการณ์ทำงานของโมเด็ม
·
หากโมเด็มหยุดการทำงานหรือแฮงก์
จำเป็นต้องบูตเครื่องใหม่
โมเด็มแบบภายนอก
ข้อดี
·
ไม่ต้องกังวลเรื่องสล็อตภายในเคสว่าจะมีสล็อตว่างหรือไม่
·
สะดวกต่อการเคลื่อนย้าย เช่น
นำไปใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องอื่น หรือนำไปใช้งานกับเครื่องโน็ตบุ๊คคอมพิวเตอร์ด้วยการเชื่อมต่อเข้ากับพอร์ตอนุกรม
·
มีไฟแสดงสถานะ ในขณะที่โมเด็มทำงาน
·
หากโมเด็มหยุดการทำงานหรือแฮงก์
สามารถรีเซตด้วยสวิสต์จากตัวโมเด็มโดยตรง ซึ่งไม่จำเป็นต้องบูตเครื่องหรือปิดโปรแกรมใด
ๆบนเครื่องคอมพิวเตอร์
·
ติดตั้งง่ายกว่าเพราะไม่ต้องกังวลเรื่อง
IRQ
ข้อเสีย
·
มีราคาสูงกว่า
·
ต้องใช้แหล่งจ่ายไฟต่างหาก
โดยจะมีอะแดปเตอร์เสียบต่อเข้ากับไฟบ้าน
·
เปลืองเนื้อที่และต้องมีสายเคเบิลเพื่อเชื่อมต่อกับพอร์ตที่ใช้งาน
นอกจากนี้ก็ยังมีโมเด็มที่เป็นแบบพีซีการ์ด หรือ PCMCIA ที่ใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊คซึ่งเป็นชนิดแบบ Type II เป็นต้น




มันเหมือนการดักฟังมั้ยคะ
ตอบลบ